วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หูป่วย เพราะโลกส่วนตัว


หูป่วย เพราะโลกส่วนตัว (ผู้หญิงวันนี้)

          มีเพลงติดตัวไปทุกที่ คือนิยามของคนเมืองสมัยนี้

          จากการสำรวจโดยห้องปฏิบัติการทดสอบด้านเสียงนานาชาติของประเทศออสเตรเลีย พบว่า 25 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ติดการฟังเพลงจากเครื่องเล่นพกพา มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียการได้ยิน เช่นเดียวกับการวิจัยของสถาบันเพื่อคนหูพิการในอังกฤษ ก็คาดเดาว่าคนในวัย 18-24 ปีจะหูตึงมากขึ้น ใกล้เคียงกับคนแก่ที่หูเสื่อมไปตามวัย

          ไม่เพียงแต่การใช้หูฟังเพื่อการฟังเพลงเท่านั้น พฤติกรรมการติดคุยโทรศัพท์มือถือ และ การต้องใช้เสียงดังคุยกันในสถานที่ที่อึกทึก การต้องเผชิญกับมลภาวะทางเสียง เช่น เสียงเครื่องยนต์ ล้วนเป็นปัจจัยต่ออาการแก้วหูเสื่อม ซึ่งอาจเริ่มต้นจากอาการหูอื้อบ่อย ๆ ได้ยินเสียงแว่ว เสียงอื้ออึง หรือเสียงแตก ๆ ภายในหู

          วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือการปกป้องหูจากเสียงดังภายนอก หลีก เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน รวมถึงการใช้ที่อุดหูสำหรับกิจกรรมในพื้นที่เสียงดัง เช่น ยิงปืน การทำงานกับเครื่องจักร และถ้าคุณยังรักการฟังเพลงแบบส่วนตัว ก็ขอแนะนำให้เปิดเสียงไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ของเสียงสูงสุด และไม่ควรฟังเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

          ประเทศไทยเองได้ออกมารณรงค์ให้คนหันมาตระหนักกับภาวะการสูญเสียการได้ยินมาก ขึ้น และการใช้ที่อุดหูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลาย ๆ ประเทศต้องการรณรงค์ให้คนหันมาให้ความสำคัญพอ ๆ กับการคาดเข็มขัดนิรภัย และสวมหมวกกันน็อก

ตะลึง!! คนไทยใช้ยามากเกินความจำเป็น

 

คนกรุงใช้ยาเพิ่ม แก้ปวดแชมป์ แซงจีดีพีถึง 6.1% (ไทยรัฐ)

          ตะลึง!! คนไทยใช้ยามากเกินความจำเป็นสูงกว่าสหรัฐ และแซงหน้าจีดีพี ถึง 6.1% ทั้งแก้ปวด-กล่อมประสาทครองแชมป์ ชี้สาเหตุสำคัญมาจากอิทธิพลของการโฆษณา ...
          เมื่อวันที่ 1 ก.ย.สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ เปิดเผยรายงานสถานการณ์การใช้ยาของคนไทย ว่า ขณะนี้คนไทยใช้ยามากเกินความจำเป็นสูงกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา โดยรายจ่ายด้านสุขภาพของคนไทยขณะนี้สูงถึง 6.1% ของจีดีพี แซงหน้าประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจสภาวะการสาธารณสุขไทยปี 2548-2550 โดย นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ พบว่าในรอบ 25 ปี รายจ่ายสุขภาพของคนไทยเพิ่มจาก 25,000 ล้านในปี 2523 เป็น 434,000 ล้านในปี 2548 และคาดว่าอาจจะเพิ่มถึงกว่า 5 แสนล้านในระยะเวลาอันใกล้

          รายงานของสำนักพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ระบุว่าการบริโภคยาของคนไทยในปี 2548 มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 103,517 ล้านบาท ในราคาขายส่ง หรือประมาณ 186,331 ล้านบาท ในราคาขายปลีก คิดเป็นร้อยละ 42.8 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ขณะที่ประเทศอื่นๆ มีสัดส่วนมูลค่าการบริโภคยาอยู่ที่ ร้อยละ 10-20 ของรายจ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดเท่านั้น และยังพบว่าการใช้ยาของคนไทย 1 ใน 3 เป็นการตัดสินใจและเลือกใช้ยาจากคำแนะนำของผู้บริโภคเอง โดยอาจมาจากคำแนะนำจากญาติ เพื่อน หรือการโฆษณา
          "ผู้ ป่วยหายามาบริโภคเองก่อนไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยด้วยอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ เช่น เจ็บคอ เป็นไข้ ฯลฯ และระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้น ทำให้เกิดการใช้ยาโดยไม่จำเป็นหรือใช้ยาไม่ครบขนาด ซึ่งก่อให้เกิดการดื้อยา ซึ่งนำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว" รายงานระบุ

          พร้อมกับชี้ว่า สถานการณ์การใช้ยามากเกินจำเป็นของคนไทย มีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากอิทธิพลของการโฆษณา โดย ยาที่คนไทยใช้เป็นประจำมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ยาแก้ปวด ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาลดความอ้วน และยาบำรุง โดยพบว่าคนในภาคเหนือใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำมากที่สุด ขณะที่คนกรุงเทพฯ ใช้ยาประเภทยาบำรุงมากที่สุด ส่วนความถี่ในการใช้ยาพบว่าคน กทม. ใช้ยาเป็นประจำสูงกว่าคนในภาคอื่นๆ ขณะที่คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ยาเป็นประจำน้อยที่สุด

ชุดรัดรูป เหตุเกิดเชื้อราในจุดซ่อนเร้น

สัญญาณอันตราย แต่งรัดรูป เหตุเกิดเชื้อราในจุดซ่อนเร้น
(ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย)


         สำหรับสาว ๆ ที่ชอบแต่งตัวรัดรูป อาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพและเกิดโรคได้ โดยเฉพาะบริเวณจุดซ่อนเร้น ถ้าไม่อยากมีปัญหาสุขภาพและโรคดังกล่าวต้องอ่านเคล็ดลับเรื่องนี้ค่ะ

         ปัจจุบันผู้หญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการทำงานและทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงในสังคมเมืองที่ต้องแข่งขันกับเวลา และเผชิญกับสภาวะความเครียดในการทำงาน และ สิ่งแวดล้อม มีเวลาในการดูแลตัวเองลดลง พร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของเมืองไทยผนวกกับแฟชั่นการแต่งกายรัดรูป ทำให้การระบายอากาศของจุดซ่อนเร้นได้ไม่ดีนัก ก่อให้เกิดความอับชื้น ในจุดซ่อนเร้น พร้อมกับมีปริมาณตกขาวมากกว่าปรกติ และมีกลิ่นเหม็น เป็นสาเหตุก่อให้เกิดเชื้อราในจุดซ่อนเร้น

         ร.ศ. นพ. อรรณพ ใจสำราญ สูตินรีแพทย์ ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในการประชุมวิชาการ การประชุมสามัญประจำปี ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยว่า คณะผู้วิจัย ได้ทำการสำรวจผู้หญิงที่เข้าพบแพทย์อันเนื่องมาจากอาการผิดปกติบริเวณจุด ซ่อนเร้นพบว่า ในผู้หญิง 400 คนที่มีปัญหาตกขาวผิดปกติ กว่า 60 % มีอาการคันที่จุดซ่อนเร้น 90 % จะมีอาการตกขาวผิดปกติ และประมาณ 50 % จะมีกลิ่นเหม็น มีอาการแสบ และคัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอาการที่ก่อให้เกิดเชื่อราในจุดซ่อนเร้น

         ปัญหาเกิดขึ้นบริเวณจุดซ่อนเร้นพบได้ในทุกกลุ่มอายุโดยอายุเฉลี่ยอยู่ประมาณ 34 ปี จากการวินิจฉัยประมาณ 40 % เป็นเชื่อราที่จุดซ่อนเร้น และ 20 % ติดเชื้อแบคทีเรีย โดยจะมีปริมาณตกขาวเพิ่มขึ้นมาก, สีเปลี่ยนจากขาวไปเป็นสีเหลือง น้ำตาลหรือสีเขียว, มีกลิ่น, คันบริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศ ปัสสาวะขัด และทำให้บริเวณช่องคลอดมีอาการอักเสบได้          ร.ศ.นพ.อรรณพ กล่าวต่อว่า "ลักษณะของตกขาวในคนปกตินั้นจะมีลักษณะเป็นเมือกขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น หรือจะมีกลิ่นอับ และไม่คัน ปริมาณตกขาวจะมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน ตกขาวจะมีมากช่วงที่ไข่ตกอยู่ระหว่างวันที่ 14 ของรอบเดือน นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์ก็จะพบว่าตกขาวมากจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก หลังจากมีกิจกรรมทางเพศก็มีตกขาวเป็นปริมาณมาก การใช้ยาคุมกำเนิดก็ทำให้ตกขาวเพิ่ม"
เคล็ดลับการดูแลจุดซ่อนเร้นง่ายๆ

          การดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกวิธีเพื่อรักษาสมดุลของจุดซ่อนเร้นตามธรรมชาติ  ได้ง่าย ดังนี้

         1. ทำความสะอาดด้วยธรรมชาติ โดยล้างและทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดเป็นประจำทุกวันอย่างใส่ใจทั้งช่วงที่มีไม่มีและมีประจำเดือน

         2. ทำความสะอาดด้วยสิ่งที่เสมือนธรรมชาติ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากธรรมชาติ สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่มั่นใจในกลิ่นของจุดซ่อนเร้น เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น พร้อมกับมีกลิ่นหอมสดชื่น มีหลากหลายแบบให้เลือก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบความปลอดภัย เพราะโดยส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่สกัดจากธรรมชาติจะไม่มี ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

         3.ไม่ควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยสบู่ เพราะ จุดซ่อนเร้นมีสภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ การใช้สบู่ที่เป็นด่างอาจทำให้สภาวะความสมดุลของจุดซ่อนเร้นเสียไป อาจเกิดการติดเชื้อจากภายนอกได้

         4.จากทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นแล้ว ควรปล่อยให้แห้งหรือซับให้แห้งด้วยผ้าเช็ดตัวที่สะอาด ไม่ควรสวมชั้นในขณะเปียกชื้น เพราะอาจทำให้อับชื้นและเกิดเชื้อราได้

          5.เสื้อผ้าที่สวมใส่ ไม่ควรรัดรูปจนเกินไป เนื่องจากจะเกิดการอับชื้นไม่มีการระบายอากาศที่เหมาะสม สวมใส่ขุดชั้นในที่เป็นผ้าฝ้ายเนื่องจากระบายอากาศได้ดีกว่าชุดชั้นในที่จาก ไนล่อน และไม่ระคายเคือง

วิธีสังเกตยาหมดอายุ-เสื่อมคุณภาพ

วิธีสังเกตยาหมดอายุ-เสื่อมคุณภาพ (ไอเอ็นเอ็น)
   
        ก่อนทานยาลองสำรวจสักนิดว่ายาเสื่อมคุณภาพแล้วหรือยัง ยาเม็ด สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม

        ยาแคปซูล สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก หรือจับตัวกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก

        ยาน้ำแขวนตะกอน เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป

        ยาน้ำเชื่อม เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว

        ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไป

        วิธีการดูว่ายาหมดอายุ คือ ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน

ระวัง! กระแสคลั่งยา และเทคนิคปรับลีลาชีวิต

ระวัง! กระแสคลั่งยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิต (หมอชาวบ้าน)

          แพทย์ผิวหนังเตือน...ส่งผลร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

          จาก ที่มีกระแสวัยรุ่นและผู้ใหญ่ไทยอยากมีผิวขาวใสและไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น จนมีการใช้ผลิตภัณฑ์และเทคนิคต่างๆ ท่าอาจเป็นอันตรายได้ จนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาต้องออกมาเตือนอยู่เสมอนั้น

          นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คำนิยมอยากมีผิวขาวจัดนั้นไม่เหมาะสมสำหรับคนไทยที่อยู่ในภูมิอากาศที่มีแสงแดดจัดทั้งปี

          ใต้ผิวหนังมีเม็ดสีเพื่อทำหน้าที่ป้องกันแสงแดด คนผิวขาวมีเม็ดสีขนาดเล็ก จึงได้รับผลเสียจากแสงแดดมากกว่า

          ผลเสียทันที คือทำให้โรคผิวหนังจำนวนมากกำเริบ เช่น ผิวไหม้แดด ผิวคล้ำลง โรคเอสแอลอีที่มีอาการปวดข้อและมีผื่นแดงรูปปีกผีเสื้อที่แก้ม สิว เริม ฝ้า-กระเข้มขึ้น

          ผลเสียระยะยาว คือผิวเหี่ยวแก่ และมะเร็งผิวหนัง

          คนไทยจัดว่าเป็นชาติพันธุ์ที่มีผิวสวย และเหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่แล้ว จึงพบเสมอว่าเวลาคนไทยอายุเกิน 30 ปีจะเข้าบาร์ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในต่างประเทศ มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า เพราะดูเด็กกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของฝรั่ง

          กระแส คลั่งอยากมีผิวขาวนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นจากค่านิยมที่จะต้องเป็นเจ้าคนนายคน ต้องนั่งทำงานในห้องแอร์ และการตีความสำนวนไทย "คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ" ผิดพลาด โดยเข้าใจว่าเน้นที่หน้าตา ทั้งที่ความหมายจริงนั้นเน้นจิตใจมากกว่า และส่วนหนึ่งมาจากการโหมโฆษณาเครื่องสำอางทำให้ผิวขาวที่มีงบโฆษณาสูงมาก บริษัทเครื่องสำอางจึงควรแสดงความรับผิดชอบโดยการพิมพ์ผลเสียของแสงแดดไว้ ที่กล่องบรรจุ เช่นเดียวกับที่ซองบุหรี่มีคำเตือนว่า การสูบอาจทำให้เป็นมะเร็งปอด และการสูบบุหรี่ทำให้แก่เร็ว
          นายแพทย์ประวิตรเปิดเผยต่อว่า ยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิต (lifestyle drugs) ที่นิยมกัน เช่น ยาปลูกผม ยาลดไขมัน ยาทำให้ผิวขาว ยาฉีดลบรอยย่น (คือสารพิษโบทูลินัม)

          ปัจจุบัน พบกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการคลั่งอยากรับการฉีดสารพิษโบทูลินัม (botulinophilia) จัดว่าอาการคลั่งชนิดนี้เป็นข้อห้ามของการฉีดยาตัวนี้ พบว่าการใช้ยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิตมากเกินไป อาจเป็นความผิดปกติทางจิตใจที่เรียกว่า body dysmorphic disorder ซึ่งผู้ป่วยจะกังวลวามีความผิดปกติของผิวหนัง หรืออวัยวะไม่ได้สัดส่วน
          บางคนกังวลเรื่องผมบาง ขนดก รูขุมขนโต ผิวไม่ขาว หน้าเหี่ยวย่น ที่น่าเป็นห่วงคือพบอาการซึมเศร้ารุนแรงในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้บ่อยและมีแนว โน้มจะฆ่าตัวตายสูง
          แพทย์เองก็ต้องวินิจฉัยผู้ป่วยที่คลั่งการใช้ยาและเทคนิคปรับลีลาชีวิต ที่มีอาการทางจิตร่วมด้วยให้ได้เร็วที่สุดห้ามให้การรักษาโดยการจ่ายยา ผ่าตัด หรือใช้เทคนิคการเสริมความงามอื่นๆ แก่ผู้ป่วยโรคนี้ เพราะจะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ผู้ป่วยมั่นใจว่าตนเองมีความผิดปกติทางรูป ลักษณะจริง และขาดโอกาสได้รับการเยียวยาทางจิตใจ

7 ความลับ ที่ (เรา) อยากบอก

7 ความลับเกี่ยวกับตัวคุณ ที่ (เรา) อยากบอก (ไทยรัฐ)
โดย Liz Vaccariello

          เชื่อหรือไม่ว่า สัญชาตญาณในการดมกลิ่นของคุณหรือความยาวของนิ้วมือคุณ สามารถทำนายถึงสุขภาพในอนาคตของคุณได้ นักวิทยาศาตร์พบว่า ลักษณะทางกายภาพที่แน่นอนของคนเรา สามารถแสดงให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคอัลไซเมอร์ เบาหวาน หรือมะเร็ง ซึ่งถ้าคุณมีลักษณะบางอย่างที่จะกล่าวต่อไป ขอให้อย่าเพิ่งตกใจ เพียงแค่เป็นข้อควรระวังเท่านั้น เริ่มจาก

 1. ความยาวของนิ้วมือ
          จาก ผลการวิจัยของอังกฤษ พบว่าคุณสุภาพสตรีท่านใดที่มีความยาวของนิ้วชี้น้อยกว่านิ้วนางหล่ะก็ นั่นแสดงว่า คุณมีโอกาสตกอยู่ในภาวะโรคข้อกระดูกเสื่อมที่หัวเข่ามากกว่าคนที่ีนิ้วชี้ ยาวกว่านิ้วนางถึง 2 เท่า

          นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบอีกว่า สำหรับผู้ชายที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง แสดงว่ามีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในระดับต่ำ ซึ่งเจ้าฮอร์โมนนี้มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดโรคไขข้อกระดูกอักเสบ

           ข้อแนะนำ พยายามทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ หัวเข่าของคุณแข็งแรงขึ้น ขณะที่นั่งอยู่ก็ให้พยายามยืดขาของคุณแต่ละข้างให้ตรงในแนวที่ขนานกับพื้น ประมาณ 10 ครั้ง และหดขาเข้ามาประมาณ 5-10 วินาที

 2.ความยาวของขา
          ถ้าขาทั้ง 2 ข้างของคุณมีลักษณะสั้นม้อต้อ คำเตือนคือ คุณต้องหมั่นดูแลรักษาตับของคุณให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ
          จากผลการศึกษาเมื่อปี 2008 พบว่า ผู้หญิงที่มีความยาวของขาระหว่าง 20-29 นิ้ว มีแนวโน้มว่าจะมีอัตราของเอนไซม์ 4 ตัวที่สูงเกินไปจนอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ นักวิจัยยังระบุอีกว่า ปัจจัยเรื่องของอาหารการกินในวัยเด็กนั้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการเจริญเติบโตเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงพัฒนาการของตับในตอนโตอีกด้วย

           ข้อแนะนำ หลีกเลี่ยงกระบวนการที่จะส่งสารพิษไปยังตับของคุณ เพราะนั่นจะช่วยทำให้ตับของคุณมีสุขภาพดีและยืดอายุการทำงานของมัน และคุณไม่ควรลืมสวมถุงมือหรือหน้ากากทุกครั้งที่ต้องสัมผัสกับสารอันตราย หรือสารเคมี  ที่สำคัญต้องจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกฮอล์ต่อวันด้วย

 3.สัญชาตญาณในการดมกลิ่น

          จากผลการศึกษาเมื่อปี 2008 พบว่า ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือวัยรุ่นที่ไม่สามารถระบุกลิ่นของกล้วย มะนาว ชินนามอน (อบเชย) หรือกลิ่นของสิ่งอื่นๆได้ แน่นอนว่าคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันภายใน 4 ปีมากกว่าคนปกติถึง 5 เท่า ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า พื้นที่ของสมองที่รับผิดชอบประสาทสัมผัสการดมกลิ่นเป็นส่วนที่แรกที่จะส่งผล ต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน บางครั้งอาจต้องใช้เวลาถึง 2-7 ปีกว่าจะแสดงอาการออกมาให้เห็น

 4.ความยาวของแขน

          ผลการวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Tufts พบว่า สำหรับผู้หญิงที่มีแขนค่อนข้างสั้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่มีท่อนแขนยาว ซึ่งคุณผู้หญิงสามารถทดสอบได้โดยการกางแขนของคุณขนานไปกับพื้นแล้ววัดความ ยาว หากน้อยกว่า 60 นิ้วถือว่ามีความยาวของแขนค่อนข้างน้อย

           ข้อแนะนำ พยายามทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายอะไรที่ต้องใช้การยืดแขนของคุณ เช่น การวาดภาพ ทำงานปั้น เป็นต้น จากผลการศึกษากว่า 5 ปี ของศูนย์อัลไซเมอร์ มหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์รัช พบว่า วัยรุ่นที่ใช้เวลาส่วนมากทำกิจกรรมที่ใช้พลังงาน หรือสมอง มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์น้อยกว่าคนที่ไม่ทำกิจกรรมอะไรเลย 2.5 เท่า

 5.รอยพับหรือรอยย่นที่ใบหูส่วนล่าง
          ลักษณะรอยย่นที่เป็นเส้นตรงที่ปรากฏบนใบหู ไม่ว่าข้างเดียวหรือสองข้าง สามารถทำนายอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งหากเป็นรอยพับที่หูข้างเดียว นั่นแสดงว่าคุณมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรค 33% แต่ถ้าเป็นทั้งสองข้างนั่นแสดงคุณมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรค 77% อย่างไรก็ตามแม้ลักษณะดังกล่าวจะไม่ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยอาการดังกล่าวที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังขาด ไฟเบอร์ที่ช่วยด้านความยืดหยุ่น

           ข้อแนะนำ พยายามช่วยให้หัวใจของคุณแข็งแรงด้วยการควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดคอลเรสเตอรอลและความดันในเลือด

 6.ขนาดกางเกงยีนส์         
          จากรายงานด้านประสาทวิทยา พบ ว่าวัยรุ่นที่มีพุงค่อนข้างใหญ่ จะเสี่ยงต่อการเกิดอาการทางจิต หรือโรคจิตเสื่อม เพราะจากการศึกษาพบว่าในคนที่มีพุงหรือหน้าท้องใหญ่ เท่ากับว่าพวกเขามีไขมันที่เป็นอันตรายอยู่ใต้ผิวหนัง และเกาะอยู่ตามระบบอวัยวะต่างๆ ที่ส่งผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมระบบของความรู้สึกนึกคิด

           ข้อแนะนำ ใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหารมากขึ้น หันมาเลือกทานพวกน้ำมันมะกอก ถั่ว เมล็ดอโวคาโด และดาร์กช็อกโกแลต เพื่อป้องกันไขมันที่เป็นอันตราย

 7.ขนาดของหน้าอก

          จากผลการศึกษาของฝรั่งเศสพบว่า ผู้หญิงที่มีหน้าอกขนาดเล็กขนาด 13 นิ้วหรือน้อยกว่า มีแนวโน้มจะเกิดคราบหรือตัวสกัดกั้นเส้นเลือดสำคัญบริเวณลำคอ อันจะก่อให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน นักวิจัยบอกว่า ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังในผู้หญิงที่มีหน้าอกใหญ่จะมีมากกว่าคนที่หน้าอกเล็ก ซึ่งไขมันเหล่านี้จะทำหน้าที่ดึงไขมันตามเส้นเลือดและเก็บมันไว้ เพื่อลดอัตราเสี่ยงการเกิดอาการดังกล่าว

           ข้อแนะนำ จากผลการวิจัยพบว่าหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียววันละ 5 แก้วหรือมากกว่านั้น จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ หรือภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลันได้

8 คำถามเกี่ยวกับปัญหาของระบบปัสสาวะ

8 คำถามเกี่ยวกับปัญหาของระบบปัสสาวะ  (Lisa)

          อาการ ปวดแสบปวดร้อนในขณะถ่ายปัสสาวะ บางครั้งก็รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยๆ  แต่ก็มักจะปัสสาวะไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้นปัสสาวะดังกล่าวยังมีกลิ่นฉุน เป็นสีขุ่น บางครั้งอาจมีเลือดหรือหนองปน หนำซ้ำยังมีอาการเจ็บเมื่อกดตรงบริเวณหัวหน่าวอีกด้วย จากลักษณะ อาการดังกล่าวส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ โดยสาเหตุสำคัญ อาจเป็นเพราะความอับชื้นที่ส่งผลให้เชื้อโรคบางชนิดที่อาศัยอยู่แถวบริเวณ จุดซ่อนเร้นเจริญเติบโตและขยายพันธุ์มากขึ้น จนทำให้เกิดการอักเสบกับอวัยวะดังกล่าว  และอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน

 1. ทำไมผู้หญิงหลายคน จึงมักจะมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบปัสสาวะกันมาก

          จากสถิติของการป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะพบว่า มีผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชาย 20-50 เท่า ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้นเป็นผลมาจากสรีระร่างกายของผู้หญิง โดยท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้นรูปิดเปิดของท่อปัสสาวะ ก็อยู่ใกล้กับทวารหนักมากกว่า จึงเปิดโอกาสให้เชื้อโรคผ่านเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้โดยง่าย นอกจากนี้ปากช่องคลอดก็อยู่ห่างจากท่อปัสสาวะไม่น่าจะเกินหนึ่งเซนติเมตร ดังนั้นการที่เชื้อโรคต่างๆ จะเดินทางไปมาหาสู่จนทำให้ท่อปัสสาวะ เกิดการติดเชื้อจึงไม่ใช่เรื่องยาก

          หนำซ้ำเมื่อยิ่งสูงวัยขึ้น ชั้นเคลือบผิวซึ่งทำหน้าที่ปกป้องผิวก็จะยิ่งบางและอ่อนแอลง ทำให้ไม่อาจต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ได้ อย่างไรก็ดีการรักษาสุขอนามัยในบริเวณจุดซ่อนเร้นดังกล่าว หากทำบ่อยมากหรือใช้สบู่ที่แรงเกินไปก็ใช่ว่าจะดี  เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองหนักขึ้น

 2. อาหารการกินใดบ้างที่จะช่วยป้องกันโรคนี้ และสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงานของไตและกระเพาะปัสสาวะได้

          ที่สำคัญและจำเป็นอันดับแรกคือ ต้องดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ยิ่งเป็นน้ำผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูงก็ยิ่งดี  นอกจากนี้ก็ควรจะลดการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผักโขม และผักตระกูลกะหล่ำ ส่วนผักชนิดอื่นๆ และผลไม้ต่างๆ ควรรับประทานเพิ่มขึ้น

          เคล็ดลับเพิ่มเติมสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ก่อนร่วมเพศทุกครั้งควรดื่มน้ำสักหนึ่งแก้ว และหลังจากร่วมเพศแล้วควรจะปัสสาวะทุกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้น้ำปัสสาวะช่วยขับไล่ หรือชะล้างเชื้อโรคที่อาจจะหลงเล็ดลอด เข้าไปในท่อปัสสาวะออกไป

 3. เพราะเหตุใดการให้ความอบอุ่นแถวๆ บริเวณหน้าท้องจึงช่วยบรรเทาอาการป่วยดังกล่าวให้ดีขึ้น

          การให้ความอบอุ่นแก่บริเวณดังกล่าวมีส่วนช่วยที่สำคัญมาก เพราะความเย็นจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ และส่งผลให้เชื้อโรคเข้าจู่โจมร่างกายได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ความอบอุ่น จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่า นอกจากนี้การประคบหน้าท้องด้วยความร้อน ก็จะช่วยทำให้ขับปัสสาวะออกได้ดีขึ้น

 4. นิ่วในระบบปัสสาวะมีอาการอย่างไร

          เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคนิ่วในระบบปัสสาวะเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว ก็จะสร้างความเจ็บปวดทรมานในขณะปัสสาวะได้เป็นอย่างมาก บางรายถึงกับปัสสาวะมีเลือดปน เป็นไข้ และอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังแถวๆ บั้นเอว ปวดท้องน้อย ปวดเหนือหัวหน่าว หรือปวดบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของนิ่วว่าเกิดขึ้นตรงจุดใด โดยขนาดของความปวดจะพอๆ กับเวลาปวดจะคลอดลูกอย่างไงอย่างงั้น

  5. อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วดังกล่าวขึ้น

          สาเหตุหลักๆ ของการเกิดนิ่ว ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากภาวะโภชนาการ นอกจากนี้ก็มีบ้างในบางกรณีที่เป็นโรคนี้มาตั้งแต่กำเนิด

          *กรณี ที่มีสาเหตุจากภาวะโภชนาการ นักวิชาการหลายท่านยืนยันว่านิ่วของระบบทางเดินปัสสาวะเป็นผลมากจากการดื่ม น้ำน้อยเกินไป รวมถึงการรับประทานแต่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ในปริมาณสูงอยู่เป็นประจำ  ทำให้ร่างกายเสียสมดุลของน้ำ  และทำให้สารแคลเซียมและฟอสเฟตถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งหากขับไม่ทัน ก็จะทำให้เกิดการตกผลึก เมื่อผลึกรวมตัวกันมากขึ้น ทางเดินปัสสาวะก็ตีบตัน และเมื่อเวลาผ่านไปเป็นแรมเดือน แรมปี ผลึกดังกล่าวก็จะมีขนาดโตขึ้นจนกลายเป็นก้อนนิ่วที่ขัดขวางการขับถ่าย ปัสสาวะ

          *กรณีที่มีสาเหตุมาตั้งแต่เกิด เป็นผลมาจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ ซึ่งทำให้ต่อมนี้ไม่สามารถจะควบคุมระดับของแคลเซียมและฟอสเฟต ให้ดูดซึมเข้าไปเสริมสร้างกระดูกได้ ส่งผลให้ระดับของสารดังกล่าวถูกขับออกสู่ระบบปัสสาว ะแล้วไปตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะ

 6. มีวิธีการใดบ้างที่จะช่วยกำจัดนิ่วดังกล่าวให้หมดไป

          การตัดสินใจว่าจะกำจัดนิ่วออกไปด้วยวิธีใดนั้น บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการเกิดนิ่ว  และขนาดของนิ่ว ประกอบกับสภาพไตของผู้ป่วย ทั้งนี้วิธีการกำจัดนิ่วมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีคือ

          1. รักษาโดยให้ยาแก้ปวดและยาขับปัสสาวะ ใช้ในกรณีที่นิ่วมีขนาดเล็กกว่า 0.7 เซนติเมตร ซึ่งโอกาสที่นิ่วจะหลุดออกมาได้เองมีความเป็นไปได้ถึงประมาณร้อยละ 60-70

          2. ใช้เครื่องมือขบนิ่ว วิธีนี้จะเหมาะกับนิ่วขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในท่อปัสสาวะ หรือในกระเพาะปัสสาวะ โดยแพทย์จะทำการส่องกล้องผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะ

          3. ทำลายก้อนนิ่วโดยใช้พลังงาน เช่น แสงเลเซอร์ อัลตร้าโซนิกส์ หรืออิเล็กโตรไฮโดรลิก ร่วมกับการส่องกล้องผ่านทางท่อปัสสาวะและท่อไต วิธีนี้เหมาะกับนิ่วขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในท่อไตส่วนล่าง

          4. สลายนิ่วโดยใช้คลื่นพลังงานสูง วิธีการนี้เหมาะกับการใช้สลายนิ่วได้โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยมีบาดแผล เพราะคลื่นพลังงานสูงที่ปล่อยออกไป จะผ่านทะลุผิวเข้าไปสลายก้อนนิ่วได้โดยตรง และหลังจากที่นิ่วสลายเป็นผุยผงแล้ว นิ่วดังกล่าวก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ

          อย่างไรก็ดีวิธีการทั้งหลายเหล่านี้จะใช้ได้ผลดีกับนิ่วขนาดเล็กเท่านั้น ส่วนการสลายนิ่วขนาดใหญ่นั้น อาจจะต้องใช้วิธีส่องกล้องผ่านทางช่องท้อง แล้วใช้เครื่องมือขบ หรือสลายนิ่วโดยใช้พลังงานต่างๆ ดังกล่าว

 7. ระหว่างระบบการทำงานของไตกับความดันโลหิต ทั้งสองระบบมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

          เนื่องจากไตมีหน้าที่สำคัญในการกรองของเสียออกจากเลือด ในเวลาเพียง 1 นาทีจะมีเลือดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่เข้ามาสู่ไตถึง 0.2 ลิตร โดยสารที่ใช้ไม่ได้จากเลือด ไตจะเก็บกักไว้เพื่อเตรียมขับถ่ายออกไปทางปัสสาวะ ส่วนสารที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ไตจะปล่อยให้ไหลกลับไปทางหลอดเลือดดำใหญ่ หมุนเวียนต่อเนื่องกันไปเช่นนี้อย่างเป็นระบบ

          แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ระบบการกรองของเสียของไตผิดปกติ ความผิดปกติดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความดันโลหิต หรือระบบการไหลเวียนของโลหิตได้ ในทางตรงกันข้ามหากการไหลเวียนของโลหิตเกิดผิดปกติ โดยเฉพาะความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้นสูง ย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณของเลือดที่ไหลเข้ามาในไต และทำให้การกรองของเสียของไตพลอยทำงานอย่างผิดพลาดบกพร่องไปด้วย

           8. มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ที่ผู้ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบปัสสาวะ จะต้องรับประทานยาแอนตี้ไบโอติกหรือยาปฏิชีวนะ

          ปัจจุบันเรายังไม่มียาอื่นใดที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่ายานี้ เพราะยานี้สามารถจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องจากเชื้อลุกลามได้ ทั้งกับอวัยวะที่ป่วยอยู่แล้ว รวมถึงอวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ป่วยด้วยโรคนี้จึงจำเป็นต้องพึ่งยาแอนตี้ไบโอติกหรือยาปฏิชีวนะ  เพื่อช่วยยับยั้งการติดเชื้อและเยียวยารักษาปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ดีการใช้ยานี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง  และควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด  มิฉะนั้นอาจทำให้เชื้อดื้อยาได้

          เกร็ดน่ารู้  ระบบปัสสาวะประกอบด้วยอวัยวะใดบ้างและแบ่งงานกันอย่างไร

          เริ่ม ต้นจาก ไตทั้งสองข้าง ซึ่งมีบทบาทในการช่วยกรองของเสียออกจากเลือด และขับถ่ายของเสียที่กรองได้ผ่านไปตามท่อไต เพื่อลงไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ในขณะที่กระเพาะปัสสาวะซึ่งประกอบขึ้นด้วยกล้ามเนื้อที่สามารถขยายและหดตัว ได้ตามคำสั่งการของสมองส่วนไฮโปธารามัส เพื่อรองรับกักเก็บน้ำปัสสาวะไว้ และขับออกไปเมื่อน้ำปัสสาวะเต็มหรือเมื่อถูกสมองสั่งการก็ได้ โดยขับผ่านท่อปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย ท่อปัสสาวะนี้ในเพศชายจะมีความยาวถึง 18 เซนติเมตร ส่วนในเพศหญิงจะยาวเพียง 3-4 เซนติเมตรเท่านั้น และนี่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่ง ซึ่งทำให้ระบบปัสสาวะของผู้หญิงติดเชื้อได้โดยง่าย

7 อาการปวด ที่ไม่ควรมองข้าม

7 อาการปวด ที่ไม่ควรมองข้าม (อสมท)
โดย : นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์

        ถ้าเรามีอาการทั้ง 7 ดังนี้คือ ปวดหัว ปวดท้อง ปวดแขน ปวดขา อันตราย หัวใจ เส้นเลือด headache chest pain heart ไม่ควรมองข้าม

        ปวดศีรษะ 

          อาการ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หรือปวดสุดๆ เท่าที่เคยปวดมาเลยแบบนี้ ต้องพบแพทย์ครับ หากว่าคุณเป็นหวัดแล้วปวดสุดๆ มันอาจจะมีสาเหตุมาจากไซนัสก็ได้หากไม่เป็นหวัด ก็อาจจะมีสาเหตุที่รุนแรง เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองก็เป็นได้ ซึ่งบางครั้งต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายที่ละเอียด หรือ ต้องใช้เครื่องมือ เช่น CT Scan เพื่อช่วยการวินิจฉัยโรค

        ปวดหน้าอก

          อาการปวด หรือแน่น อึดอัด บริเวณหน้าอก คอ ขากรรไกร ไหล่ แขน หรือ ท้อง (Pain or Discomfort in the Chest, Throat, Jaw, Shoulder, Arm, or Abdomen) อาการปวดแถวนี้เป็นได้จากหลายสาเหตุครับ โดยอาการปวดบริเวณหน้าอกอาจจะเกี่ยวเนื่องกับโรคหัวใจได้ แต่ควรระวังว่า ภาวะที่เกิดจากหัวใจนั้น โดยทั่วๆ ไปจะแสดงออกมาในรูปของอาการแน่น อึดอัด ไม่สบาย มากกว่าอาการปวด โดยผู้ป่วยโรคหัวใจจะอธิบายไว้ครับว่า เหมือนกับมีช้างมานั่งทับอยู่บนหน้าอกนั่นแหละ ส่วนตำแหน่งที่รู้สึกไม่สบายนั้น มักจะเป็นส่วนบนของหน้าอก คอ ขากรรไกร ไหล่ซ้าย หรือแขนครับ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย

          เช่น เหงื่อออกท่วมตัว จะเป็นลม หน้าดูซีด แบบนี้ต้องรีบไป โรงพยาบาล โดยด่วนเลยครับ บางครั้งอาจมีอาการปวดท้องก็มักจะเกิดขึ้นร่วมกันอาการคลื่นไส้ ซึ่งคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นอาการของโรคจากทางเดินอาหาร ( GI Distress) จริงๆ แล้วเป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจที่ผนังด้านล่างขาดเลือด แต่สำหรับอาการของผู้หญิงนั้น จะดูยากกว่า เพราะผู้ป่วยมักจะคิดว่าเป็นอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารเช่น ท้องอืด แน่น หรือ ความรู้สึกปั่นป่วนในท้อง มักไม่ค่อยคิดว่า ตนเองอาจมีโรคหัวใจ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการเหนื่อยร่วมด้วย อีกทั้งโอกาสในการเป็นโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นมากในผู้หญิงวัยทอง ดังนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลายต้องระมัดระวัง และอย่านิ่งนอนใจ เพราะคิดว่าอาการดังกล่าวเป็นเพียงแค่อาหารเป็นพิษเท่านั้น

        ปวดหลัง

          อาการปวดหลังส่วนล่างหรือ ระหว่าง สะบัก ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะคิดว่าเป็นอาการของข้ออักเสบ (arthritis) กล้ามเนื้ออักเสบ แต่ก็สามารถจะเป็นอย่างอื่นได้อีก รวมทั้งโรคหัวใจ หรือ ปัญหาเกี่ยวกับช่องท้อง (Abdominal problems) ที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งก็คือ Aortic Dissection คือเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจมีการแยกชั้น ซึ่งอาการปวดอาจจะเป็นไปในลักษณะค่อยๆ ปวดเพิ่มขึ้น หรือ ปวดทันทีทันใดก็ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงมาก ก็คือ ผู้ที่มีโรคความดันสูง ผู้ที่สูบบุหรี่ และเป็นโรคเบาหวานโรคนี้อันตรายมากเช่นเดียวกัน ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน

        ปวดท้อง

          อาการปวดท้องอย่างรุนแรง (Severe Abdominal Pain) ถ้าหากไส้ติ่งของคุณยังอยู่ นั่นอาจะเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่สาเหตุของมันอาจจะเป็นอย่างอื่นอีกก็ได้เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ,ตับอ่อนอักเสบ,กระเพาะทะลุ,ลำไส้อุดตัน โดยแต่ละอย่างมีลักษณะที่พอแยกได้ดังนี้

          ไส้ติ่งอักเสบ จะปวดท้องด้านขวา ล่าง ต่ำกว่าระดับของสะดือ อาจมีหนาว หรือมีไข้ เบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง

          ตับอ่อนอักเสบ จะปวดใต้ลิ่นปี่ ร้าวไปหลัง ปวดมากๆ บางคนมีประวัติ ทานเหล้า เบียร์มาเยอะ แต่บางคนก็เกิดจากนิ่ว จากถุงน้ำดีหล่นมาอุด พวกนี้จะไม่มีประวัติกินเครื่องดื่ม Alcohol กระเพาะอาหาร พวกนี้ก็จะปวดใต้ลิ่นปี่ ร้าวไปหลังได้คล้ายๆ ตับอ่อนอักเสบ

          แต่ถ้าแค่กระเพาะอักเสบ อาการจะไม่รุนแรงมาก ปวดเฉพาะลิ้นปี่ ด้านล่างจะไม่ปวด คนไข้จะพอเดินได้

          แต่ ถ้ากระเพาะอาหารทะลุ พวกนี้จะปวดลิ้นปี่รุนแรง มักปวดด้านล่างร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักล่างขวา แต่บางทีก็ปวดทั่วท้องเลย มักต้องหามมา เดินไม่ไหว

          ลำไส้อุดตัน ส่วนใหญ่มักปวดเป็นพักๆ บีบๆ เหมือนอะไรวิ่งเป็นลูกๆ ในท้อง มีอาการไม่ถ่าย ไม่ผายลม มักมีประวัติเคยผ่าตัดช่องท้อง ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์เลยครับ

        ปวดขา

          อาการ ปวดบริเวณน่อง (calf) ที่จัดว่าอาการปวดบริเวณนี้เป็นอันตราย ก็เพราะสาเหตุของมันอาจจะมาจากเส้นเลือดดำอุดตัน (deep vein thrombosis) หรือ DVT ก็ได้โดยเส้นเลือดที่อุดตันนั้น สามารถเกิดขึ้นที่ deep veins ของขาได้ และโรคนี้เกิดขึ้นกับคนอเมริกันมากถึงปีละ 2 ล้านคน แล้ว ซึ่งที่เราอาจเคยได้ยินว่าคนที่นั่งเครื่องบินชั้น Economy Class แล้วเกิดเส้นเลือดดำอุดตัน ก็คือโรคนี้แหละครับ

         และ เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็รบกวนการดำเนินชีวิตมากเสียด้วยและสิ่งที่เป็นอันตรายก็คือ ก้อนเลือดเล็กๆ ที่อุดตันนั้น สามารถที่จะหลุดออกและไปอุดที่อื่นแทนซึ่งหากเป็นจุดสำคัญ เช่นไปอุดเส้นเลือดในปอดก็เป็นอันตรายถึงชีวิต กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้

         ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคอ้วน คนท้อง รวมทั้ง ผู้ที่ต้องเดินทางนั่งอยู่ท่าเดียวนานๆ หรือพวกที่หลังผ่าตัด นอนนานๆ ไม่ค่อยได้ขยับเขยื่อนร่างกาย บางครั้งอาการจะปรากฏออกมาให้เป็นในรูปของการบวม ตึงที่น่องแต่ไม่ปวด หรือทั้งปวดทั้งบวมบริเวณกล้ามเนื้อน่องก็ได้ ไม่เพียงแต่เส้นเลือดดำอุดตันที่อุดตันได้ เส้นเลือดแดงก็สามารถอุดตันได้เช่นเดียวกัน โดยจะมีอาการปวดที่ขา ปวดมาก จะมีอาการขาเย็นร่วมด้วย เย็นแบบรู้สึกได้เลย ขาจะดูซีด แบบนี้ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วนเลย ไม่งั้นกล้ามเนื้อจะตาย

        ปวดเท้า

          อาการ ปวดร้อนที่เท้าและขา (Burning Feet or Legs) มีคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากไม่ได้รับการรักษา เพราะบางคนไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคดังกล่าว อาการนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ในเริ่มแรก โดยจะรู้สึก burning or pins-and-needles sensation ที่เท้าและขา นั่นเป็นการบ่งบอกว่า เกิดความเสียหายขึ้นกับเส้นประสาทเข้าแล้ว ในคนไข้ที่เป็นมากๆ โรคเบาหวานจะทำให้เส้นประสาทเสีย เกิดอาการชาที่เท้าแทน ทำให้คนไข้สามารถเดินเหยียบบุหรี่ได้โดยไม่รู้สึก บางครั้งเกิดเป็นแผลจนเน่าถึงรู้ตัวว่ามีแผลเพราะได้กลิ่นก็มี

        ปวดแปลกๆ

          อาการ ปวดแบบแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้ (Vague,Combined,or Medically Unexplained Pains) จริง ๆ แล้วอาการปวดมีหลายแบบ บางคนอาจจะบอกว่า ปวดศีรษะแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ปวดท้องหรือปวดแขน แปลกๆ อธิบายไม่ถูกหรืออาจจะมีอาการปวดหลายแบบผสมกัน อาการปวดอาจะเป็นอาการเรื้อรัง และไม่ได้รุนแรง การอธิบายออกมาไม่ชัดเจนอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจอาการผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีความเครียด

          ดัง นั้น ยิ่งถ้าคุณมีความเครียด หรือวิตกกังวลมากเท่าไหร่ ก็ให้พยายามอธิบายความรู้สึกให้มากเข้าไว้ อย่างไรก็ตาม อาจจะมีอาการในลักษณะอื่นๆ ที่แสดงออกมาอีก และเมื่อไหร่ที่ควรจะมาพบแพทย์ ตัว คุณเองต้องลองสังเกตดูว่า อาการที่เกิดกับตัวคุณนั้นส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือไม่ มันทำให้คุณไม่สามารถทำงานให้ลุล่วงได้หรือเปล่า หรือมันทำให้คุณอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ค เช็คให้รู้ว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย จงอย่านิ่งเงียบและทนปวดอยู่คนเดียวครับ

นกเขาไม่ขัน กับ 4 โรคอันตราย

นกเขาไม่ขัน  กับ  4 โรคอันตราย (Twenty-Four Seven)

         ไม่ใช่แค่คุณจะไม่ได้มีความสุขสุดยอดเท่านั้น ที่เป็นปัญหาสำหรับหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อยที่น้องชายไม่ตื่น แต่อาการขี้เซาของมันยังส่งผลร้ายถึงสุขภาพอีกด้วย อยากรู้ว่าเรื่องบนเตียงจะทำให้คุณต้องล้มหมอนนอนเตียงแค่ไหนไปอ่านกันเลย
 
         ดู เร็กซ์ได้ทำการสำรวจข้อมูลเชิงลึกด้านความสุขในการมีเพศสัมพันธ์ของชีวิตคู่ ที่ฝ่ายชายจะถึงจุดสุดยอดเกือบทุกครั้ง พบว่า หนุ่มทางฝั่งอิตาลี, สเปน, เม็กซิกัน และแอฟริกาใต้ นำโด่งด้วยจำนวน 60% ของผู้เข้าการทดสอบ หนุ่มไทยรองลงมา 54% ตามมาด้วยหนุ่มญี่ปุ่น 27% และหนุ่มฮ่องกง 24% การวัดผลในครั้งนี้ยังทำให้ได้ตัวเลขที่น่าสนใจแถมพ่วงมาด้วย นั่นคือช่วงเวลาที่สอดใส่อวัยวะจนหลั่งนั้นอยู่ที่ 3.9 นาที
 
         เมื่อ เฉลี่ยจากสถิติเปอร์เซ็นต์ของหนุ่มทั่วโลกโดยอ้างอิงจากผลข้างต้น เราจึงพบว่ามีหนุ่มที่สุขสมเพียงแค่ 40% และเสพแล้วบ่มิสมมากถึง 60% ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับสูงที่น่าให้ความสนใจ
 
         ดร. นพ.เจย์ ลี แพทย์ประจำหน่วยระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลลอคกี้ วิลล์ เจเนอรัล แคนาดา กล่าวว่า การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คือ เบาะแสสะท้อนความไม่ปกติของร่างกาย เมื่อนำคำกล่าวนี้มาผนวกกับผลการสำรวจในปี 2546 ซึ่งแจ้งว่าผู้ชายไทย 100% นั้นมีมากถึง 74% ที่สุขภาพไม่ปกติจาก 4 โรคที่ประกอบด้วย 31% เป็นโรคลงพุง 23% เป็นโรคความดันโลหิตสูง 14% เป็นโรคไขมันในเลือดสูง และ 6% เป็นโรคเบาหวาน ทั้ง 4 โรค นี้มักมีผลข้างเคียงคืออาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือนกเขาไม่ขันร่วมด้วย จึงทำให้พบทั้งปัญหาและทางออกของสุขภาพและการมีความสุขบนเตียง นั่นคือการปรับสมดุลทางโครงสร้างภายนอกและภายในร่างกาย 
 
         วิธี การปฏิบัติที่ดีที่สุด คือ ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ควบคุมอาหาร ไม่สูบบุหรี่ ทำงานให้น้อยลง ไม่เครียด และควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพบ่อยๆ เพื่อป้องกันปัญหาเล็กลุกลามเป็นปัญหาใหญ่  
         ปัญหานกเขาไม่ขันกับการเป็น 4 โรคอันตราย จะว่าไปก็เหมือนไก่กับไข่ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดก่อนกัน แต่เอาเป็นว่า ถ้า คุณเริ่มมีความผิดปกติเกี่ยวกับสุขภาพ ก็ให้เริ่มจากการไปตรวจเช็ค และเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน-อยู่ หลับ-นอน ให้สอดคล้องกับการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ยั่งยืนก่อนเป็นดีที่สุด เพราะเรื่องเล็กน้อยพวกนี้แหละที่มักจะบานปลายให้ต้องนอนเตียง และตกเตียงจากความขัดใจของคนข้างเคียง

วิธีซักชุดชั้นในให้สะอาด


วิธีซักชุดชั้นในให้สะอาด (เดลินิวส์)


          ใครเคยเกิดอาการคันที่จุดซ่อนเร้น อาจจะเป็นผลมาจากการซักชุดชั้นในไม่สะอาด วันนี้มีวิธีซักชุดชั้นในมาบอกกัน...

           ก่อนซัก ควรแยกชุดชั้นในออกจากชุดชั้นนอก

           ซักด้วยน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกละลายในน้ำธรรมดา ไม่ควรใช้สารฟอกขาวทุกชนิดโดยเด็ดขาด

           ซักแต่เบามือ อย่าใช้แปรงขยำขยี้

           ตรงไหนที่มีคราบสกปรกก็ให้ใช้แปรงขนนุ่มๆ ถูเบาๆ

           ล้างกางเกงในด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง

           ตากในที่ร่ม มีลมโกรก ไม่ควรตากให้ถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าและสีเสื่อมสภาพก่อน

รักษาอาการฮิต ขณะเดินทางท่องเที่ยว

ตำรับยาใกล้ตัวสำหรับโรคที่มากับวันหยุด (Health Plus)

          ทุก ครั้งที่คุณเดินทางไกลไปเที่ยว ปัญหาเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ มักโผล่มาทำลายความสนุก ดังนั้นออกจากบ้านครั้งต่อไป อย่าลืมตำรับยาใกล้ตัวที่มีสรรพคุณเป็นเลิศ ดังต่อไปนี้

ผิวถูกแดดเผา

          หลาย คนเสียใจที่นอนอาบแดดนานๆ จนผิวไหม้ เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นต้นเหตุทำให้ผิวเกิดการอักเสบ ผิวที่ไหม้ยิ่งกว่าสีผิวของกุ้งล็อบสเตอร์

          ผลการวิจัยระบุว่าการถูกแดดเผาอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว สามารถทำลายระบบภูมิต้านทานโรคและทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังมากขึ้นถึง 2 เท่า เมื่ออายุมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องร้ายไปเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งแสงแดดก็มีประโยชน์ในการเสริมสร้างเซเรโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้รู้สึกมีความสุขทั้งยังช่วยร่างกายสร้างวิตามินดี ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิวหนังและกระดูก การศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า การได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ มีส่วนทำให้เกิดโรคเบาหวาน

          การป้องกัน อยู่ ในที่ร่มระหว่างสิบโมงถึงบ่าย 3 โมง สวมหมวกและแว่นกันแดด อย่าลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF15 หรือมากกว่านั้น เลือกชนิดที่มีส่วนผสมของแร่ธาตุจากธรรมชาติ เช่น ไทเทเนียมไดออกไซด์ เสริมสร้างระบบปกป้องผิวตามธรรมชาติด้วยการกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ซี และเบต้าแคโรทีน เช่น แครอทและพริกแดง

          วิธีรักษา หากถูกแดดเผา ลองใช้วิธีบำบัดที่ช่วยให้ผิวเย็น ลดอาการแสบไหม้ ตามคำแนะนำของเจนนี่ ฮาร์ดิ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านอโรมาเธอราพี เริ่มจากผสมเจลว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์ 2 หยด ลาเวนเดอร์ 4 หยด และโรมันคาโมไมล์ 2 หยดกับโลชั่นที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม 20 มิลลิลิตร ทาบริเวณผิวที่ไหม้ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้ผิวและอวัยวะอื่นๆ เอียน มาร์เบอร์ ที่ปรึกษาด้านอาหารบำบัดของ Health Plus แนะนำให้กินอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากๆ เช่น แอปเปิ้ลและแตงกวา

บรรเทาอาการปวดศีรษะ

          อากาศร้อน แสงแดดแผดจ้า และการสูญเสียน้ำ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและไมเกรนกำเริบได้ แต่ก็มีวิธีป้องกันที่จะไม่ให้อาการเหล่านี้มาทำลายความสนุกในวันหยุดของคุณ

           การป้องกัน ลงทุนซื้อแว่นกันแดดดีๆ สักอัน เพื่อให้กันแดดแรงๆ ได้ พยายามอยู่ในที่ร่ม หลายคนชอบดื่มเหล้าเวลาไปเที่ยว ฉะนั้นเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกครั้ง ควรดื่มน้ำตามด้วยอย่างน้อย 1 แก้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำ วิธีนี้จะช่วยป้องกันอาการเมาค้าง

          วิธีรักษา "การประคบเย็นช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะเนื่องจากความร้อน" เจน เดอ รีส์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน naturopathy ของ Health Plus บอกใช้แผ่นประคบเย็น (icepack) ประคบบริเวณขมับหรือรอบดวงตาขึ้นอยู่กับว่าปวดตรงไหนมากกว่ากัน เจนนี่ ฮาร์ดิ้ง แนะให้หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์ช่วยให้สดชื่น 3 หยด กลิ่นลาเวนเดอร์บรรเทาอาการปวด 7 หยดลงในน้ำมันสวีทอัลมอนด์ 20 มิลลิลิตร นวดเบาๆ บริเวณขมับและคอ

แก้เมารถ

          การ นั่งรถ เรือ หรือรถประจำทางไกลๆ อาจทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เกิดอาการวิงเวียนอาการไม่สบายดังกล่าวทำให้การ ท่องเที่ยวที่แสนสนุกกลายเป็นความทุกข์ บางคนจะมีอาการเมารุนแรงกว่าคนอื่นหากต้องนั่งในยานพาหนะนานๆ

           การป้องกัน กินอาหารให้อิ่มก่อนเดินทาง ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เกิดอาการคลื่นไส้วิงเวียนรุนแรง หากนั่งเรือ ให้จ้องดูเส้นตัดขอบฟ้ากับผืนน้ำ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสมดุล หากนั่งรถยนต์หรือรถโค้ช ก็ไม่ควรอ่านหนังสือ เพราะการก้มหน้าจะทำให้รู้สึกมึนงง

          วิธีรักษา "ขิงและเปปเปอร์มีนต์เป็นสมุนไพรแก้คลื่นไส้วิงเวียนที่ดีที่สุด" ดร.แอนน์วอล์กเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของ Health Plus บอก เวลาเดินทางให้เคี้ยวขิงสดชิ้นเล็กๆ จะช่วยแก้อาการเมารถเรือได้ หรือจะเคี้ยวบิสกิตขิงหรือลูกอมรสเปปเปอร์มินต์ก็ช่วยได้เช่นกัน หรือหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเปปเปอร์มินต์หรือขิง 2 หยดลงบนผ้าเช็ดหน้าสูดดมบ่อยๆ การนวดกดจุดช่วยแก้เมารถเมาเรือได้เช่นกัน

แก้ผดผื่นคัน

          ผื่นแดงมักเกิดร่วมกับอาการปวดเมื่อยไม่สบาย คันผิวหนัง ผดผื่นคันสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็นอย่างมาก สาเหตุเกิดจากเหงื่อที่ไหลออกมาเกินไป จึงทำให้รูขุมขนที่ผิวหนังเกิดการระคายเคือง

           การป้องกัน พยายามทำร่างกายให้เย็นด้วยการสวมเสื้อผ้าหลวมๆ ที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ เพื่อให้เหงื่อระเหยได้ดี หากอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน ควรว่ายน้ำเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายเย็น ไม่ควรว่ายน้ำในทะเล เพราะน้ำเกลือจะทำให้อาการผื่นคันรุนแรงขึ้น ใช้ครีมกันแดดประเภทที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ (hypoallergenic)

          วิธีรักษา แจน เดอ รีส์ แนะให้ใช้ถุงชาเน็ทเทิลแช่เย็นมาวางประคบบริเวณผดผื่นคัน เนื่องจากชาเน็ทเทิลอุดมด้วยแร่ธาตุที่มีสรรพคุณในการบำบัด ช่วยถนอมผิว จึงช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคันได้ นำถุงชาคาโมไมล์ที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวเย็นใส่ในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำเย็น เพื่อลดการระคายเคือง จากนั้นทาครีมจากสารสกัดดอกดาวเรือง (Calendula cream) เพื่อลดอาการคัน

บรรเทาอาการแมลงกัดต่อย

          ไม่ ว่าจะถูกยุงหรือแมลงเล็กๆ กัดต่อยล้วนทำให้มีอาการเจ็บปวด โดยยุงและแมลง เหล่านี้พบมากในบริเวณที่มีอากาศร้อน นอกจากอาการคันและมีตุ่มเม็ดขึ้นตามตัวแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้

           การป้องกัน น้ำมันตะไคร้หอมและน้ำมันหอมระเหยทีทรีช่วยไล่แมลง หรือจุดเทียนตะไคร้หอมเพื่อไล่แมง หรือทาโลชั่นกันยุงที่มีส่วนผสมของยูคาลิปตัส เมนทอลและน้ำมันหอมระเหยทรี

          วิธีรักษา น้ำส้มสายชูและหัวหอมดิบช่วยบรรเทาอาการค้น ทาบ่อยๆ บริเวณที่ถูกกัด "หรือใช้น้ำมันหอมระเหยทีทรี 2 หยดทาบริเวณที่ถูกแมลงกัด ทาซ้ำวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อรักษาแผลที่ถูกกัดต่อยและช่วยป้องกันการติดเชื้อ" เจนนี่ อาร์ดิ้ง กล่าว

แก้อาหารเป็นพิษ

          ท้อง ร่วง คลื่นไส้ วิงเวียน ปวดท้อง มีไข้ เป็นสัญญาณของโรคอาหารเป็นพิษ โดยมากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในอาหารหรือน้ำดื่ม ซึ่งพบบ่อยเวลาไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด

          การป้องกัน หลีก เลี่ยงอาหารที่เป็นแหล่งของเชื้อโรค เช่น เนื้อไก่และซอฟท์ซีส (soft cheeses) ระวังอาหารที่ขายตามข้างทาง พกน้ำขวดติดตัวไปด้วยเวลาเดินทางกินอาหารประเภทโปรไบโอติกที่มีแบคทีเรีย เพื่อสุขภาพกันเอาในช่วงก่อนหรือขณะเดินทาง เพื่อเสริมสร้างแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ซึ่งจะช่วยต่อสู้กับแบคทีเรียไม่ดีที่เข้ามาร่างกาย กินวิตามินซีในช่วงก่อนหรือขณะเดินทาง เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทนโรค จะได้ต่อสู้กับเชื้อโรคที่มากับอาหาร

          วิธีรักษา การที่ร่างกายสูญเสียน้ำเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดตามมาเวลาเกิดอาหารเป็นพิษ เนื่องจากอาการท้องเสียและอาเจียนเป็นสาเหตุให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวด เร็ว หลีกเลี่ยงอาหารแข็งๆ ที่ย่อยยาก รวมถึงดื่มน้ำเย็นจัดมากๆ ควรดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำขวดมากๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป "จิบชาคาโมไมล์และชาเปปเปอร์มินต์เพื่อบรรเทาอาการท้องอึดท้องเฟ้อ ช่วยการทำงานของกระเพาะอาหาร และทำให้ระบบย่อยอาหารแข็งแรง" แจน เดอ รีส์ แนะนำ